วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ลูกแรดเตรียมพร้อมล่าเหยื่อ
1)มีความรับผิดชอบมากขึ้น
2)รู้จักการตรงต่อเวลา
3)รู้จักระเบียบวินัยของการทำงาน
4)รู้จักการทำงานเป็นทีม
5)ได้เรียนรู้ระบบการทำงาน(จากการทำโครงการ)
6)ได้รับความรู้จากการบูรณาการของแขนงวิชาต่างๆ
เช่น แขนงการตลาด,แขนงการเงิน,แขนงธุรกิจระหว่างประเทศ
7)รู้จักเพื่อนๆต่างห้อง ต่างแขนงมากขึ้น
8)มีประสบการณ์จากโครงการที่ไปทำ
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552
DTS 12-15/09/2009
การเรียงลำดับแบบเร็ว เป็นวิธีการเรียงลำดับที่ใช้เวลาน้อยเหมาะ สำหรับข้อมูลจำนวนมากที่ต้องการความรวดเร็วในการทำงาน การจัดเรียงลำดับแบบเร็วเป็นวิธีที่ซับซ้อน แต่ประสิทธิภาพการทำงานค่อนสูง กรณีที่ดีที่สุด คือ กรณีที่ค่าหลักที่เลือกแบ่งแล้วข้อมูลอยู่ตรงกลางกลุ่มพอดี และในแต่ละส่วนย่อยก็เช่นเดียวกัน กรณีที่แย่ที่สุด คือ กรณีที่ข้อมูลมีการเรียงลำดับ อยู่แล้ว อาจจะเรียงจากน้อยไปมากหรือจากมากไปน้อย หรือค่าหลักที่เลือกในแต่ละครั้งเป็นค่าหลักที่น้อยที่สุดหรือมากที่สุด จำนวนครั้งของการ
การเรียงลำดับแบบแทรก
เป็นวิธีการเรียงลำดับที่ทำการเพิ่มสมาชิกใหม่เข้าไปในเซต ที่มีสมาชิกทุกตัวเรียงลำดับอยู่แล้ว และทำให้เซตใหม่ที่ได้นี้มีสมาชิกทุกตัวเรียงลำดับด้วย วิธีการเรียง ลำดับจะ 1.เริ่มต้นเปรียบเทียบจากข้อมูลในตำแหน่งที่ 1 กับ 2หรือข้อมูลในตำแหน่งสุดท้ายและรองสุดท้ายก็ได้ถ้าเป็นการเรียงลำดับจากน้อยไปมาก 2.จะต้องจัดให้ข้อมูลที่มีค่าน้อยอยู่ในตำแหน่งก่อนขอมูลที่มีค่ามาก และถ้าเรียงจากมากไปน้อยจะก็จะจัดให้ข้อมูลที่มีค่ามากอยู่ในตำแหน่งก่อน กรณีที่ดีที่สุด คือ กรณีข้อมูลทั้งหมดจัดเรียงในตำแหน่งที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว กรณีนี้ในแต่ละรอบ มีการเปรียบเทียบเพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้นจำนวนครั้ง กรณีที่แย่ที่สุด คือ กรณีที่ข้อมูลมีการเรียงลำดับในตำแหน่งที่กลับกัน เช่น ต้องการเรียงลำดับจากน้อยไปมาก แต่ข้อมูลมีค่าเรียงลำดับจากมากไปน้อย จำนวนครั้งของการ
การเรียงลำดับแบบฐาน
เป็นการเรียงลำดับโดยการพิจารณาข้อมูลทีละหลัก มีวิธีการที่ไม่ซับซ้อนแต่ค่อนข้างใช้เนื้อที่ในหน่วยความจำมาก เนื่องจากการจัดเรียงแต่ละรอบจะต้องเตรียมเนื้อที่สำหรับสร้างที่เก็บข้อมูลในแต่ละกลุ่ม เช่นถ้ามีจำนวนข้อมูล n ตัว และในแต่ละกลุ่มใช้วิธีจัดเก็บข้อมูลในแถวลำดับ ต้องกำหนดให้แต่ละกลุ่มมีสมาชิกได้ n ตัวเท่ากับจำนวนข้อมูล เผื่อไว้กรณีที่ข้อมูลทั้งหมดมีค่าในหลักนั้น ๆหมือนกัน ถ้าเป็นเลขจำนวนใช้ทั้งหมด 10 กลุ่มกลุ่มละ n ตัวรวมทั้งหมดมีขนาดเท่ากับ (10 x n)
สรุป Summary B4 Final เรื่อง Searching
การค้นหาข้อมูล การค้นหา คือ การใช้วิธีการค้นหากับโครงสร้างข้อมูล เพื่อดูว่าข้อมูลตัวที่ ต้องการถูกเก็บอยู่ในโครงสร้างแล้วหรือยัง
1. การค้นหาแบบเชิงเส้นหรือการค้นหาตามลำดับ เป็นวิธีที่ใช้กับข้อมูลที่ยังไม่ได้เรียงลำดับ
หลักการ คือ ให้นำข้อมูลที่จะหามาเปรียบเทียบกับข้อมูลตัวแรกในแถวลำดับถ้าไม่เท่ากันให้เปรียบเทียบกับข้อมูลตัวถัดไปถ้าเท่ากันให้หยุดการค้นหา
2.การค้นหาแบบเซนทินัล เป็นวิธีที่การค้นหาแบบเดียวกับวิธีการค้นหาแบบเชิงเส้นแตประสิทธิภาพดีกว่าตรงที่เปรียบเทียบน้อยครั้งกว่า พัฒนา มาจากอัลกอริทึมแบบเชิงเส้น หลักการ
1) เพิ่มขนาดของแถวลำดับ ที่ใช้เก็บข้อมูลอีก 1 ที่
2) นำข้อมูลที่จะใช้ค้นหาข้อมูลใน Array ไปฝากที่ต้นหรือ ท้ายArray
3) ตรวจสอบผลลัพธ์จากการหาโดยตรวจสอบจากตำแหน่งที่พบ ถ้าตำแหน่งที่พบมีค่าเท่ากับ n-1แสดงว่าหาไม่พบ นอกนั้นถือว่าพบข้อมูลที่ค้นหา
3. การค้นหาแบบไบนารี การค้นหาแบบไบนารีใช้กับข้อมูลที่ ถูกจัดเรียงแล้วเท่านั้น
หลักการของการค้นหาคือ ข้อมูลถูกแบ่งออกเป็นสองส่วแล้วนำค่ากลางข้อมูลมาเปรียบเทียบกับคีย์ที่ต้องการหา
1.หาตัวแทนข้อมูลเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับค่าที่ต้องการค้น
2. นำผลการเปรียบเทียบกรณีที่หาไม่พบมาใช้ในการค้นหารอบต่อไป
การค้นหาแบบไบนารี
ถ้าข้อมูลมีการเรียงจากน้อยไปหามาก เมื่อเปรียบเทียบแล้วคีย์มีค่ามากกว่าค่ากลาง แสดงว่าต้องทำการค้นหาข้อมูลในครึ่งหลังต่อไป จากนั้นนำข้อมูลครึ่งหลังมาหาค่ากลางต่อ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ข้อมูลที่ต้องการ เช่นต้องการหาว่า 12 อยู่ในลิสต์ (1 4 6 8 10 12 18 19) หรือไม่
เริ่มการค้นหาแบบไบนารีด้วยการเปรียบเทียบกับค่ากลางในลิสต์ คือค่าa[4] ซึ่งเก็บค่า 8 ซึ่ง 12 > a[4] หมายความว่าค่า 12 ควรจะอยู่ในข้อมูลด้านขวาของ a[4] คือ ช่วง a[5] …a[8]โดยไม่สนใจช่วงข้อมูล a[1] …a[3] Searching
สรุป ตารางแฮซ
ตารางแฮช (Hash Tables) การเข้าถึงข้อมูลโดยตรง กำหนด ให้ k เป็นคีย์ ถูกจัดเก็บอยู่ใน ช่อง k ด้วยการทำแฮชด้วยพื้นฐาน การจัดเก็บในช่องที่ h(k) โดย ใช้ฟังก์ชัน h เพื่อคำนวณหาช่องของคีย์โดยการจับคู่กับเอกภพสัมพัทธ์U ในตาราง Th: U {0,1,…,m-1} ฟังก์ชัน แฮช จะทำงานแบบสุ่ม แนวคิดหลัก คือ ลด ขนาดอะเรย์ของดัชนี
การชนกันของข้อมูล
การที่แทรกคีย์ในตาราง ที่จัดเก็บนั้นมีโอกาสที่คีย์ที่ถูกสร้างจากฟังก์ชัน ในช่องเดียวกัน การเกิดการชนกันก็ยังคงต้องมีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง การแก้ไขปัญหาชนกันของข้อมูล แบบห่วงโซ่(Chaining)1. กรณีที่เลวร้ายที่สุด ในการแทรกข้อมูลคือ o(1) 2. การลบสมาชิก สามารถทำได้ด้วยเวลาที่น้อยที่สุดของ o(1)ทางปฏิบัติ ใช้เทคนิค ฮิวริสติก ในการสร้างฟังก์ชันแฮช แนวทางหนึ่งที่ดีคือ การแปลงค่าของข้อมูลที่มีอยู่แล้วด้วยข้อมูลที่มีอยู่ ฟังก์ชันแฮช คือการกำหนดค่าคีย์ที่เกิดขึ้นในเอก ภพสัมพัทธ์จากตัวเลขธรรมชาติ
วิธีการสร้างฟังก์ชันแฮช1.วิธีการหาร 2.วิธีการคูณ 3.วิธีทั่วไป
เทคนิคลำดับของการตรวจสอบ
1. การตรวจสอบเชิงเส้น
2. การตรวจสอบด้วยสมการกำลังสอง
3. การสร้างฟังก์ชันแฮชแบบสองเท่า
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552
DTS 11/08-09-2552
การท่องไปในกราฟ คือ การเข้าไปเยือนโหนดในกราฟ
หลักการทำงาน คือ แต่ละโหนดจะถูกเยือนเพียงครั้งเดียว
เทคนิคการท่องไปในกราฟมี 2 แบบ
1.การท่องแบบกว้าง โดยเลือกโหนดที่เป็นจุดเริ่มต้น ต่อมาให้เยือนโหนดอื่นที่ใกล้กันกับโหนดเริ่มต้นที่ละระดับ
จนเยือนหมดทุกโหนดในกราฟ (แบบคิว)
2.การท่องแบบลึก คล้ายกับการท่องทีละระดับของทรี กำหนดเริ่มต้นที่โหนดแรกและเยือนโหนดถัดไปตามแนววิถีจน
ไปสู่ปลายวิถี จากนั้นย้อนกลับตามแนววิถีเดิม จนสามารถดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่แนววิถีอื่นๆ เพื่อเยือนโหนดอื่นๆ
ต่อไปจนครบทุกโหนด (แบบสแตก)
สรุป Sorting
การเรียงลำดับ เป็นการจัดให้เป็นระเบียบ มีแบบแผน ช่วยให้การค้นหาสิ่งของหรือข้อมูล
สามารถทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
การเรียงลำดับอย่างมีประสิทธิภาพ
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อเลือกวิธีการเรียงลำดับที่ดีและเหมาะสมกับระบบงาน
1.เวลาและแรงงานที่ต้องใช้ในการเขียนโปรแกรม
2.เวลาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต้องใช้ในการทำงานตามโปรแกรมที่เขียน
3.จำนวนเนื้อที่ในหน่วยความจำหลักมีเพียงพอหรือไม่
วิธีการเรียงลำดับ มีหลายวิธีที่สามารถใช้ในการเรียงลำดับข้อมูลได้
วิธีการเรียงลำดับแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1.การเรียงลำดับภายใน (internal sorting) เป็นการเรียงลำดับที่ข้อมูลทั้งหมดต้องอยู่ในหน่วยความจำหลัก
2.การเรียงลำดับแบบภายนอก (external sorting) เป็นการเรียนลำดับข้อมูลที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำสำรอง
เป็นการเรียงลำดับข้อมูลในแฟ้มข้อมูล
การเรียงลำดับแบบ selection sort
ข้อมูลจะอยู่ทีละตัว โดยทำการค้นหาข้อมูลในแต่ละรอบแบบเรียงลำดับ ถ้าเป็นการเรียงลำดับจากน้อยไปมาก
1.ในรอบแรกจะทำการค้นหาข้อมูลตัวที่มีค่าน้อยที่สุดมาเก็บไว้ที่ตำแหน่งที่ 1
2.ในรอบที่สองนำข้อมูลตัวที่มีค่าน้อยรองลงมาไปเก็บไว้ที่ตำแหน่งที่สอง
3.ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนครบทุกค่า ในที่สุดจะได้ข้อมูลเรียงลำดับจากน้อยไปมากตามที่ต้องการ
การจัดเรียงลำดับแบบเลือกเป็นวิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมา แต่มีข้อเสียตรงที่ใช้เวลาในการจัดเรียงนาน เพราะแต่ละรอบ
ต้องเปรียบเทียบกับข้อมูลทุกตัว
การเรียงลำดับแบบ Bubble Sort
เป็นวิธีการเรียงลำดับที่มีการเปรียบเทียบข้อมูลในตำแหน่งที่อยู่ติดกัน
1.ถ้าข้อมูลทั้งสองไม่อยู่ในลำดับที่ถูกต้องให้สลับตำแหน่งที่อยู่กัน
2.ถ้าเป็นการเรียงลำดับจากน้อยไปมากให้นำข้อมูลตัวที่มีค่าน้อยกว่าอยู่ในตำแหน่งก่อนข้อมูลที่มีค่ามาก ถ้าเป็นการเรียงลำดับจากมากไปน้อยให้นำข้อมูล ตัวที่มีค่ามากกว่าอยู่ในตำแหน่งก่อนข้อมูลที่มีค่าน้อย
การจัดเรียงลำดับแบบฟองเป็นวิธีที่ไม่ซับซ้อนมาก เป็นวิธีการเรียงลำดับที่นิยมใช้กันมากเพราะมีรูปแบบที่เข้าใจง่าย
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552
DTS 10/01-09-2552
ลำดับขั้นตอนการคำนวณความสำคัญของเครื่องหมายมีดังนี้
-ฟังก์ชัน
-วงเล็บ
-ยกกำลัง
-เครื่องหมายหน้าเลขจำนวน-คูณ หรือ หาร
-บวก หรือลบ
-ถ้ามีเครื่องหมายที่ระดับเดียวกันให้ทำจากซ้ายไปขวา
สรุป กราฟ (Graph)
กราฟ เป็น โครงสร้างข้อมูลแบบไม่ใช่เชิงเส้น นำไปใช้แก้ปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน
นิยามของกราฟ
กราฟ เป็นโครสร้างข้อมูลแบบไม่ใช่เชิงเส้น ที่ประกอบ
1.โหนด หรือเวอร์เทกซ์
2.เส้นเชื่อมระหว่างโหนด เรียก เอ็จ (Edges)
-กราฟที่มีเอ็จเชื่อมระหว่างโหนดสองโหนด ถ้าเอ็จไม่มีลำดับ ความสัมพันธ์เรียกกราฟว่า กราฟแบบไม่มีทิศทาง
-ถ้ากราฟมีเอ็จที่มีลำดับความสัมพันธ์หรือมีทิศทางกำกับด้วยเรียกกราฟว่า กราฟแบบมีทิศทาง -การเขียนกราฟแสดงโหนดและเส้นเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างโหนดไม่มีรูปแบบที่ตายตัว
-เขียนกราฟเพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่สนใจแทนโหนดด้วยจุด หรือวงกลม ที่มีชื่อหรือข้อมูลกำกับ
ลักษณะของกราฟ
-กราฟที่มีลักษณะต่อเนื่อง เป็นกราฟที่มีเส้นทางเชื่อมจากโหนดใดๆ ไปยังโหนดอื่นเสมอ
-กราฟที่มีลักษณะเป็นวิถี มีเส้นเชื่อมไปยังโหนดต่างๆ อย่างเป็นลำดับ โดยแต่ละโหนดจะเป็นโหนดที่ใกล้กันกับโหนดที่อยู่ถัดไป
-กราฟที่เป็นวัฎจักร ต้องมีอย่างน้อย 3 โหนด ที่โหนดสุดท้ายต้องเชื่อมกับโหนดแรก
-กราฟที่มีลักษณะไม่ต่อเนื่อง ไม่มีเส้นทางเชื่อมจากโหนด 3 ไปยังโหนดอื่นเลย
-กราฟแบบมีทิศทาง เป็นเซตแบบจำกัดของโหนดและเอ็จ โดยเซตจะว่างไม่มีโหนดหรือเอ็จเลยเป็นกราฟว่าง รูปแบบของกราฟแบบมีทิศทางเหมือนกับรูปแบบของกราฟไม่มีทิศทาง ต่างกันตรงที่กราฟแบนี้จะทิศทางกำกับด้วยเท่านั้น
การแทนกราฟในหน่วยความจำ
กราฟที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอาจจะใช้วิธีแอดจาเซนซีลิสต์ คล้ายกับวิธีจัดเก็บกราฟแต่ต่างกันตรงที่ใช้ลิงค์ลิสต์แทนเพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552
DTS 09/25-08-2552
โหนดที่อยู่ต่ำกว่าโหนดแม่อยู่หนึ่งระดับเรียกว่า โหนดลูก
โหนดที่อยู่ในระดับสูงสุดและไม่มีโหนดแม่เรียกว่า โหนดราก
โหนดที่มีโหนดแม่เป็นโหนดเดียวกันเรียกว่า โหนดพี่น้อง
โหนดที่ไมมีโหนดลูกเรียกว่า โหนดใบ
เส้นเชื่อมแสดงความสัมพันธ์ระหว่างโหนดสองโหนดเรียกว่า กิ่ง
นิยามของทรี
1.)นิยามทรีด้วยนิยามของกราฟ
ทรี คือ กราฟที่ต่อเนื่องโดยไม่มีวงจรปิด (loop) ในโครงสร้าง
การเขียนรูปแบบทรี เขียนได้ 4 แบบ คือ
1.แบบที่มีรากอยู่ด้านบน
2.แบบที่มีรากอยู่ด้านล่าง
3.แบบที่มีรากอยู่ด้านซ้าย
4.แบบที่มีรากอยู่ด้านขวา
2.)นิยามทรีด้วยรูปแบบรีเครอร์ซีฟ
ทรี ประกอบด้วยสมาชิกที่เรียกว่า โหนด โดยที่ถ้าว่างไม่มีโหนดใดๆ เรียกว่า นัลทรี และถ้ามีโหนดหนึ่งเป็นโหนดราก ส่วนที่เหลือจะแบ่งเป็น ทรีย่อย
นิยามที่เกี่ยวข้องกับทรี
1.ฟอร์เรสต์ หมายถึง กลุ่มของทรีที่เกิดจากการเอาโหนดรากของทรีออกหรือเซตของทรีที่แยกจากัน
2.ทรีที่มีแบบ หมายถึง ทรีที่โหนดต่างๆ ในทรีนั้นมีความสัมพันธ์ที่แน่นอน เช่น ไปทางขวา ไปทางซ้าย เป็นต้น
3.ทรีคล้าย คือ ทรีที่มีโครงสร้างเหมือนกัน หรือทรีที่มีรูปร่างของทรีเหมือนกัน โดยไม่คำนึงถึงข้อมูลที่อยู่ในแต่ละโหนด
4.ทรีเหมือน คือ ทรีที่เหมือนกันโดยสมบูรณ์ โดยต้องเป็นทรีที่คล้ายกันและแต่ละโหนดในตำแหน่งเดียวกันมีข้อมูลเหมือนกัน
5.กำลัง หมายถึง จำนวนทรีย่อยของโหนดนั้นๆ
6.ระดับของโหนด คือ ระยะทางในแนวดิ่งของโหนดนั้นๆ
การแทนที่ทรีในหน่วยความจำหลัก
การแทนที่โครงสร้างข้อมูลแบบทรีในความจำหลักจะมีพอยเตอร์เชื่อมโยงจากโหนดแม่ไปยังโหนดลูก การแทนที่ทรี แต่ละโหนดมีจำนวนลิงค์ฟิลด์ไม่เท่ากัน วิธีการแทนที่ง่ายที่สุด คือ ทำให้แต่ละโหนดมีจำนวนลิงค์ฟิลด์ที่เท่ากัน โดย
1.โหนดแต่ละโหนดเก็บพอยเตอร์ชี้ไปยังโหนดลูกทุกโหนด
2.แทนทรีด้วยไบนารีทรี โดยกำหนดให้แต่ละโหนดมีจำนวนลิงค์ฟิลด์สองลิงค์ฟิลด์
- ลิงค์ฟิลด์แรกเก็บที่อยู่ของโหนดลูกคนโต
- ลิงค์ฟิลด์ที่สองเก็บที่อยู่ของโหนดพี่น้องที่เป็นโหนดถัดไป โหนดใดไม่มีโหนดลูกหรือไม่มีโหนดพี่น้องให้ค่าพอยเตอร์ในลิงค์ฟิลด์มีค่าเป็น Null
โครงสร้างทรีที่แต่ละโหนดมีจำนวนโหนดลูดไม่เกินสองหรือแต่ละโหนดมีจำนวนทรีย่อยไม่เกินสองนี้ว่า
ไบนารีทรี ไบนารีทรีที่ทุกๆ โหนดมีทรีย่อยทางซ้ายและทรีย่อยทางขวา ยกเว้นโหนดใบ และโหนดใบทุกโหนดจะต้องอยู่ที่ระดับเดียวกัน
การแปลงทรีทั่วไปให้เป็นไบนารีทรี
1.ให้โหนดแม่ชี้ไปยังโหนดลูกคนโต แล้วลบความสัมพันธ์ระหว่างโหนดแม่และโหนดลูกอื่นๆ
2.ให้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างโหนดพี่น้อง
3.จับให้ทรีย่อยทางขวาเอียงลงมา 45 องศา
การท่องไปในไบนารีทรี คือ การท่องไปในไบนารีทรี เพื่อเข้าไปเยือนทุกๆ โหนดในทรี
โหนดแม่ (แทนด้วย N)
ทรีย่อยทางซ้าย (แทนด้วย L)
ทรียอ่ยทางขวา (แทนด้วย R)
วิธีการท่องเข้าไปในทรี 6 วิธี คือ NLR LNR LRN NRL RNL และ RLN วิธีที่นิยมใช้ คือ การท่องจากซ้ายไปขวา 3 แบบแรก คือ NLR LNR และ LRN
ลักษณะการนิยามเป็นนิยามแบบ รีเคอร์ซีฟ
1.)การท่องไปแบบพรีออร์เดอร์
ในวิธี NLR มีชั้นตอนการเดิน
1.เยือนโหนดราก
2.ท่องไปในทรีย่อยทางซ้ายแบบพรีออร์เดอร์
3.ท่องไปในทรีย่อยทางขวาแบบพรีออร์เดอร์
2.)การท่องไปแบบอินออร์เดอร์
ในวิธี LNR มีขั้นตอนการเดิน
1.ท่องไปในทรีย่อยทางซ้ายแบบอินออร์เดอร์
2.เยือนโหนดราก
3.ท่องไปในทรีย่อยทางขวาแบบอินออร์เดอร์
3.)การท่องไปแบบโพสออร์เดอร์
ในวิธี LRN มีขั้นตอนการเดิน
1.ท่องไปในทรีย่อยทางซ้ายแบบโพสต์ออร์เดอร์
2.ท่องไปในทรีย่อยทางขวาแบบโพสต์ออร์เดอร์
3.เยือนโหนดราก
DTS 08/11-08-2552
ลักษณะการทำงานของคิว
เป็นลักษณะของการเข้าก่อนออกก่อนหรือที่เรียกว่า FIFO (First In First Out)
การทำงานของคิว
- การใส่สมาชิกตัวใหม่ลงในคิว เรียกว่า Enqueue
- การนำสมาชิกออกจากคิว เรียกว่า Dequeue
- การนำข้อมูลที่อยู่ตอนต้นของคิวมาแสดง เรียกว่า Queue Front
- การนำข้อมูลที่อยู่ตอนท้ายของคิวมาแสดง เรียกว่า Queue Rear
การแทนที่ข้อมูลของคิว
มี 2 วิธี
1.การแทนที่ข้อมูลของคิวแบบลิงค์ลิสต์
ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ
(1)Head Node ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ พอยเตอร์ 2 ตัว คือ Front และ rear กับจำนวนสมาชิกในคิว
(2)Data Node ประกอบไปด้วยข้อมูลและพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังข้อมูลถัดไป
2.การแทนที่ข้อมูลของคิวแบบอะเรย์
การนำข้อมูลเข้าจะต้องดูว่าคิวเต็มหรือว่างไหม ถ้านำข้อมูลเข้าไปจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น overflow
การนำข้อมูลออกจากคิว จะไม่สามารถทำได้ถ้านำข้อมูลออกแล้วทำให้คิวว่าง จะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น underflow
กรณีคิวเป็นแบบวงกลม คิวจะเต็มก็ต่อเมื่อมีการเพิ่มข้อมูลเข้าไปในคิวเรื่อยๆ จะนกระทั้ง rear มีค่าน้อยกว่า front อยู่หนึ่งค่า คือ rear = front - 1
การดำเนินการเกี่ยวกับคิว
1.Create Queue การจัดสรรหน่วยความจำให้แก่ Head Node และให้ค่า pointer
2.Enqueue การเพิ่มข้อมูลเข้าไปในคิว
3.Dequeue การนำข้อมูลออกจากคิว
4.Queue Front การนำข้อมูลที่อยู่ส่วนต้นของคิวมาแสดง
5.Queue Rear การนำข้อมูลที่อยู่ส่วนท้ายของคิวมาแสดง
6.Empty Queue การตรวจสอบว่าคิวว่างหรือไม่
7.Full Queue เป็นการตรวจสอบว่าคิวเต็มหรือยัง
8.Queue Count การนับจำนวนสามาชิกที่อยู่ในคิว
9.Destroy Queue การลบข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในคิว
การประยุกต์ใช้คิว
คิวถูกประยุกต์ใช้มากในการจำลองระบบงานธุรกิจ เช่น การให้บริการลูกค้า คือ ต้องวิเคราะห์จำนวนลูกค้าในคิว เพื่อให้ลูกค้าเสียเวลาน้อยที่สุด ในด้านคอมพิวเตอร์ ได้นำคิวเข้ามาใช้ คือ ในระบบปฏิบัติการ ในเรื่องของคิวของงานที่เข้ามาทำงาน จัดให้งานที่เข้ามาได้ทำงานคามลำดับความสำคัญ
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552
DTS07-3/08/2009
ลักษณะสำคัญของสแตก คือ ข้อมูลที่ใส่หลังสุดจะถูกนำออกมาจากสแตกเป็นลำดับแรกสุด
กระบวนการที่สำคัญ 3 กระบวนการ คือ
1.Push คือ การนำข้อมูลใส่ลงไปในสแตก ต้องดูด้วยว่าสามารถใส่ข้อมูลลงไปได้หรือไม่
ถ้าสแตกเต็มก็ไม่สามารถเพิ่มข้อมูลได้
2.Pop คือ การนำข้อมูลออกจากส่วนบนสุดของสแตก การ Pop ถ้าไม่มีสมาชิกในสแตก
จะทำให้เกิดความผิดพลาดที่เรียกว่า Stack Underflow
3.Stack Top การคัดลอกข้อมูลบนสุดของสแตก แต่ไม่ได้เอาข้อมูลออก
การแทนที่ข้อมูลของสแตก
การแทนที่ทำได้ 2 วิธี
1.การแทนที่ข้อมูลของสแตกแบบลิงค์ลิสต์
จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
(1)Head Node ประกอบไปด้วย top pointer และจำนวนสมาชิกในสแตก
(2)Data Node ประกอบไปด้วย ข้อมูลและพอยเตอร์
2.การแทนที่ข้อมูลของสแตกแบบอะเรย์
การดำเนินการเกี่ยวกับสแตก ของทั้งแบบลิงค์ลิสต์และแบบอะเรย์ ได้แก่
1.Create Stack คือ การจัดสรรหน่วยความจำให้ Head Node และส่งค่าตำแหน่งที่ชี้ของ Head ของสแตกกลับมา
2.Push Stack คือ การเพิ่มข้อมูลลงในสแตก
3.Pop Stack คือ การนำข้อมูลบนสุดออกจากสแตก
4.Stack Top คือ การคัดลอกข้อมูลที่อยู่บนสุดของสแตก โดยไม่ลบข้อมูลออกจากสแตก
5.Empty Stack คือ การตรวจสอบการว่างของสแตก เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด Stack Underflow
6.Full Stack คือ การตรวจสอบว่าสแตกเต็มหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด Stack Overflow
7.Stack Count คือ การนับจำนวนสมาชิกในสแตก
8.Destroy Stack คือ การลบข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในสแตก
การประยุกต์ใช้สแตก
จะใช้ในงานด้านปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ขั้นตอนแรกต้องเก็บข่าวสารอันดับแรกสุดไว้ใช้หลังสุด เช่น การทำงานของโปรแกรมแปลภาษา การคำนวณนิพจน์ทางคณิตศาสตร์และรีเคอร์ชั่น เป็นต้น
การทำงานของโปรแกรมที่มีโปรแกรมย่อย
สแตกจะเข้ามาช่วยในการทำงาน คือ แต่ละจุดจะเก็บเลขที่คำสั่งถัดไปที่เครื่องต้องทำงานไว้ในสแตก หลังจากเสร็จสิ้นโปรแกรมย่อยแล้วจะทำการ pop ค่าเลขที่คำสั่เพื่อกลับไปทำงานต่อในโปรแกรมย่อย
การคำนวณนิพจน์ทางคณิตศาสตร์ มี 3 รูปแบบ
1.นิพจน์ Infix operator จะอยู่ตรงกลางระหว่างตัวถูกดำเนินการ 2 ตัว เช่น A+B-C
2.นิพจน์ Postfix จะต้องเขียนตัวถูกดำเนินการตัวที่ 1 และ 2 แล้วตามด้วย operator เช่น AB+C/DE*-
3.นิพจน์ Prefix จะต้องเขียน operator ก่อนแล้วตามด้วยตัวถูกดำเนินการตัวที่ 1 และ 2 เช่น -+A*BC/DE
ขั้นตอนการแปลงจากนิพจน์ Infix เป็นนิพจน์ Postfix
1.อ่านอักขระในนิพจน์ Infix เข้ามาทีละตัว
2.ถ้าเป็นตัวถูกดำเนินการจะถูกย้ายไปเป็นตัวอักษรในนิพจน์ Postfix
3.ถ้าเป็นตัวดำเนินการจะนำค่าลำดับความสำคัญของตัวดำเนินการที่อ่านเข้ามาเปรียบเทียบกับค่าลำดับความสำคัญของตัวดำเนินการที่อยู่บนสุดของสแตก
- ถ้ามีความสำคัญมากกว่า จะถูก push ลงในสแตก
- ถ้ามีความสำคัญน้องกว่าหรือเท่ากัน จะต้อง pop ตัวดำเนินการที่อยู่ในสแตกขณะนั้นไปเรียงต่อกับตัวอักษรในนิพจน์ Postfix
4.ตัวดำเนินการที่เป็นวงเล็บปิด ")" จะไม่ push ลงในสแตก แต่มีผลให้ตัวดำเนินการอื่นๆ ถูก pop ออกจากสแตกนำไปเรียงต่อกันในนิพจน์ Postfix จนกว่าจะเจอ "(" จะ pop วงเล็บเปิดออกจากสแตกแต่ไม่นำไปเรียงต่อ
5.เมื่อทำการอ่านตัวอักษรในนิพจน์ Infix หมดแล้ว ให้ทำการ pop ตัวดำเนินการทุกตัวในสแตกนำมาเรียงต่อในนิพจน์ Postfix
การคำนวณค่า Postfix ที่แปลงมา ตัวแปลภาษาจะทำการคำนวณโดยใช้โครงสร้างสแตกช่วย
ขั้นตอนในการคำนวณ
1.อ่านตัวอักษรในนิพจน์ Postfix จากซ้ายไปขวาทีละตัวอักษร
2.ถ้าเป็นตัวถูกดำเนินการให้ทำการ push ตัวถูกดำเนินการนั้นลงในสแตก แล้วกลับไปอ่านอักษรตัวใหม่เข้ามา
3.ถ้าเป็นตัวดำเนินการ ให้ทำการ pop ค่าจากสแตก 2 ค่า โดยตัวแรกเป็นตัวถูกดำเนินการตัวที่ 2 และตัวที่ 1 ตามลำดับ
4.ทำการคำนวณตัวถูกดำเนินการตัวที่ 1 ด้วยตัวถูกดำเนินการตัวที่ 2 โดยใช้ตัวดำเนินการในข้อ 3
5.ทำการ push ผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณในข้อ 4 ลงสแตก
6.ถ้าตัวอักษรในนิพจน์ Postfix ยังอ่านไม่หมดให้กลับไปทำข้อ 1 ใหม่
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552
iostream.h
/* Program : cin_cont.cppProcess : input 3 number and display value*/
#include
#include
void main(){
int number1,number2,number3;
//declared 3 integer variable//
start statementclrscr();
cout<< "Please enter 3 integer number : \n";cin>>number1>>number2>>number3;
//enter 3 amount integer from keyboardcout<< "\nPress any key to display...";
getch();
//wait press any keyclrscr();//
process display value from variablecout<< "You enter 3 number : \n\a";cout<< "Value of number1 : " <
//wait press any key }
วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552
สรุป Linked Listลิงค์ลิสต์ (Linked List) เป็นวิธีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องของอิลิเมนต์ต่าง ๆ
โดยมีพอยเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่อแต่ละอิลิเมนท์ เรียกว่าโนด (Node) ซึ่งในแต่ละโนดจะประกอบไปด้วย
2 ส่วน คือData จะเก็บข้อมูลของอิลิเมนท์ และส่วนที่สอง คือ Link Field จะทำหน้าที่เก็บตำแหน่งของ
โนดต่อไปในลิสต์โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสต์
โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสต์จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1. Head Structure จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนได้แก่
จำนวนโหนดในลิสต์ (Count)
พอยเตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดที่เข้าถึง (Pos)
และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดข้อมูลแรกของลิสต์ (Head)
2. Data Node Structure จะประกอบไปด้วยข้อมูล(Data) และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังข้อมูลตัวถัดไปกระบวนงานและฟังก์ชั่นที่ใช้ดำเนินงานพื้นฐาน
1. กระบวนงาน Create List หน้าที่ สร้างลิสต์ว่าง ผลลัพธ์ ลิสต์ว่าง
2. กระบวนงาน Insert Node
3. กระบวนงาน Delete Node
4. กระบวนงาน Search list
5. กระบวนงาน Traverse
6. กระบวนงาน Retrieve Node
7. ฟังก์ชั่น EmptyList
8.ฟังก์ชั่น FullList
9. ฟังก์ชั่น list count
10. กระบวนงาน destroy listLinked List แบบซับซ้อน
1. Circular Linked List เป็นลิงค์ลิสต์ที่สมาชิกตัวสุดท้ายมีตัวชี้ (list)
ชี้ไปที่สมาชิกตัวแรกของลิงค์ลิสต์ จะมีการทำงานไปในทิศทางเดียวเท่านั้นคือเป็นแบบวงกลม
2. Double Linked List เป็นลิงค์ลิสต์ที่มีทิศทางการทำงานแบบ 2 ทิศทาง ในลิงค์ลิสต์แบบ 2ทิศทาง ส่วนข้อมูลจะมีตัวชี้ไปที่ข้อมูลก่อนหน้า (backward pointer) และตัวชี้ข้อมูลถัดไป(forward pointer)
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
สรุป เรื่อง Set and Stringโครงสร้างข้อมูลแบบเซ็ตเป็นโครงสร้างข้อมูลที่ข้อมูลแต่ละตัวไม่มีความสัมพันธ์กัน ในภาษาซีจะไม่มีประเภทข้อมูลแบบเซ็ตนี้เหมือนกับในภาษาปาสคาล แต่สามารถใช้หลักการของการดำเนินงานแบบเซ็ตมาใช้ได้ตัวดำเนินการของเซ็ต (Set operators)ประกอบด้วย- set intersection- set union- set difference เป็นต้นสมมติว่า ต้องการจัดตารางเรียน 4 วิชา ได้แก่ Math, English, Physics และ Chemistry ให้กับผู้ลงทะเบียนเรียนวิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้น- จะต้องกำหนดเซ็ตของผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียนในแต่ละวิชา- นำเซ็ตดังกล่าวที่ได้มาทำการ intersection กัน หากมีเซ็ตใดที่ทำการ intersect กันแล้ว มีข้อมูลสมาชิกในเซ็ตที่ซ้ำกันอยู่ จะไม่สามารถจัดให้วิชาดังกล่าวอยู่ในวันเวลาเดียวกันได้ตัวอย่างดังกล่าว เป็นการนำแนวความคิดเรื่องการจัดการแบบเซ็ตมาประยุกต์ใช้งานโครงสร้างข้อมูลแบบสตริงสตริง (String) หรือ สตริงของอักขระ (Character String) เป็นข้อมูลที่ประกอบไปด้วย ตัวอักษร ตัวเลขหรือเครื่องหมายเรียงติดต่อกันไป รวมทั้งช่องว่างการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นสตริงมีการนำไปใช้สร้างโปรแกรมประเภทบรรณาธิการข้อความ(text editor) หรือโปรแกรมประเภทประมวลผลคำ (word processing) ซึ่งมีการทำงานที่อำนวยความสะดวกหลายอย่างเช่น การตรวจสอบข้อความ การจัดแนวข้อความในแต่ละย่อหน้า และการค้นหาคำ เป็นต้นสตริงกับอะเรย์สตริง คือ อะเรย์ของอักขระ เช่น char a[6] อาจจะเป็นอะเรย์ขนาด 6 ช่องอักขระ หรือ เป็นสตริงขนาด 5 อักขระก็ได้ โดยจุดสิ้นสุดของstring จะจบด้วย \0 หรือ null character เช่นchar a[ ]={‘H’, ‘E’, ‘L’, ‘L’, ‘O’, ‘\0’};char a[ ]=“HELLO”;การดำเนินการเกี่ยวกับสตริงในการดำเนินการเกี่ยวกับสตริง จะมีฟังก์ชันที่อยู่ในแฟ้ม ข้อมูล stdio.h เก็บอยู่ใน C Library อยู่แล้วสามารถนำมาใช้ได้ โดยการใช้คำสั่ง #include ในการเรียกใช้ เช่น- ฟังก์ชัน strlen(str) ใช้หาความยาวของสตริง- ฟังก์ชัน strcpy (str1,str2) ใช้คัดลอกข้อมูลจาก string หนึ่งไปยังอีก string หนึ่ง- ฟังก์ชัน strcat(str1,str2) ใช้เชื่อมต่อข้อความ 2 ข้อความเข้าด้วยกัน- ฟังก์ชัน strcmp(str1,str2 ) ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความว่ามีค่าเท่ากันหรือไม่ ถือหลักการเปรียบเทียบแบบพจนานุกรม เช่น abcda จะมีค่าน้อยกว่า abcde และ abcdf จะมีค่ามากกว่า abcde ค่าที่เท่ากัน คือ ค่าที่เหมือนกัน เช่น abcd กับ abcd สำหรับอักษรตัวเล็กตัวใหญ่ จะถือว่าอักษรตัวใหญ่มีค่าน้อยกว่าอักษรตัวเล็ก ตามลำดับรหัส ASCII
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552
DTS03 - 30/06/2552
struct moterbike {
char motorbike[20];
char brand[10];
char color[10];
char price[10];
char promotion[100];
char safety[100];
char instruction [100];
char suggestion[100];
}Transformers;
void input_data() {
printf ("What motorbike is you like :\n");
scanf ("%s",&Transformers.motorbike);
printf ("What brand motorbike you like:\n");
scanf ("%s",&Transformers.brand);
printf ("What color motorbike is you like :\n");
scanf ("%s",&Transformers.color);
printf ("What price of motorbike :\n");
scanf ("%s",&Transformers.price);
printf ("Promotion of year :\n");
scanf ("%s",&Transformers.promotion);
printf ("system safety motorbike :\n");
scanf ("%s",&Transformers.safety);
printf ("instruction use motorbike :\n");
scanf ("%s",&Transformers.instruction);
printf ("suggestion of motorbike :\n");
scanf ("%s",&Transformers.suggestion); }
void show_data(){
printf("\n\tThe Motorbike\t\n");
printf("Motorbike %s\n",Transformers.motorbike);
printf ("Motorbkie Brand %s\n",Transformers.brand);
printf ("Motorbkie color %s\n",Transformers.color);
printf ("Motorbkie Price %s\n",Transformers.price);
printf ("Motorbkie Promotion %s\n",Transformers.promotion);
printf ("Motorbkie system safety %s\n",Transformers.safety);
printf ("Motorbkie instruction %s\n",Transformers.instruction);
printf ("Motorbkie suggestion %s\n",Transformers.suggestion);}
main(){input_data();show_data();}
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552
DTS02 - 23/06/2552
Introductionความหมายของโครงสร้างข้อมูลข้อมูล Date คือข้อเท็จจริงต่างๆซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขหรือไม่เป็นตัวเลขก็ได้โครงสร้างข้อมูล Struture คือ ความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม
โครงสร้างข้อมูล Date Structure คือความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่อยู่ในโครงสร้างนั้นๆ รวมทั้งกระบวนการในการจัดการข้อมูลในโครงสร้างเช่น เพิ่ม แก้ไข ลบ
2.ประเภทขอโครงสร้างข้อมูล มี2ประเภท
โครงสร้างข้อมูลทางกายภาพ มี2ประเภทคือ2.1ข้อมูลเบื้องต้นได้แก่ จำนวนเต็ม ,จำนวนจริง,ตัวอักขระ2.2ข้อมูลโครงสร้าง ได้แก่ แถวลำดับ,ระเบียนข้อมูลและแฟ้มข้อมูลโครงสร้างข้อมูลทางตรรกะ มี2ประเภทคือ2.1โครงสร้างข้อมูลแบบเชิงเส้น เช่น ลีสต์,สตริง,คิว,สแตก2.2โครงสร้างข้อมูลแบบไม่เชิงเส้น เช่น ทรี,กราฟ
3.การแทนที่ข้อมูลในหน่วยความจำหลักมี2วิธี3.1การแทนที่ข้อมูลแบบสแตติกคือเป็นการแทนที่ข้อมูลที่มีการจองเนื้ออที่แบบคงที่แน่นอน ข้อเสียไม่สามารถปรับแต่งได้3.2การแทนที่แบบไดนามิกคือเป็นการแทนที่ข้อมูลที่ไม่ต้องจองเนื้อที่ มีความยืดหยุ่นได้ตามความต้องการของผู้ใช้4.ขั้นตอนวิธี Algorithm เป็นวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างมีระบบมีลำดับขึ้นตอนตั้งแต่ต้นจนกระทั้ง ได้ผลลัพธ์
การบ้าน
#include"stdio.h"
struct moterbike {
char motorbike[20];
char brand[10];
char color[10];
float price[10];
char promotion[100];
char safety[100];
char instruction [100];
char suggestion[100];
}Transformers;
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ประวัติ
.jpg)